|
ปัญหาไข่เปลือกบาง |
ปัญหาไข่เปลือกบางเป็นปัญหาโลกแตก ที่หาข้อสรุปไม่ได้มาตลอด ทั้งนี้เพราะผู้เลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุเอง ส่วนใหญ่จะอาศัยนักวิชาการที่มาในคราบของเซลล์แมน ขายยาหรือขายอาหารสัตว์ ซึ่งมักจะรักษาผลประโยชน์ของบริษัทเป็นที่ตั้ง แล้วสรุปสาเหตุว่ามาจากอะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้บริษัทเสียผลประโยชน์ จนเกษตรกรหลงทางแก้ปัญหาไปผิดๆ บางครั้งอาการก็ดีขึ้นบางครั้งก็ไม่หายแถมอาการหนักกว่าเดิมก็มีแล้วแต่ว่าจะใกล้เคียงสาเหตุที่แท้จริงแค่ไหน บทความนี้ผมเขียนขึ้นมาจากประสพการณ์จริงที่พบมา ขอให้ท่านเกษตรกรลองพิจารณาสาเหตุที่พอจะเป็นไปได้ในฟาร์มของท่านจะได้แก้ปัญหากันได้ถูกทางเสียที
สาเหตุที่ทำให้ไขเปลือกบาง
สำหรับสาเหตุที่ทำให้ไข่เปลือกบาง ถ้าตอบกันแบบกำปั้นทุบดิน(ได้ยินบ่อยๆ)ก็มักจะบอกกันว่า ขาดแคลเซี่ยมหรือแคลเซี่ยมไม่พอ ซึ่งเป็นคำตอบที่ตอบเมื่อไรก็ถูกเมื่อนั้น เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าเปลือกไข่เป็น แคลเซี่ยมคาบอร์เนต แต่มีน้อยคนนักที่จะบอกว่าสาเหตุที่ทำไห้ขาดแคลเซี่ยมเป็นเพราะอะไร ซึ่งก่อให้เกิดการแก้ปัญหาแบบผิดๆ เช่นการเติมหินเกล็ดหรือหินแป้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมากผิดปกติเพราะเห็นว่า หินเกล็ดเป็นแคลเซี่ยมคาร์บอเนต ยิ่งเติมมากเปลือกไข่ก็น่าจะแข็งขึ้นเรื่อยๆ แต่หารู้ไม่ว่า เจ้าแคลเซี่ยมที่ว่า ตามภาษาเคมีเขาบอกว่ามีประจุ +2 ถ้าเติมลงไปมากๆ จนเกินความต้องการจะมีผลไปกดการทำงานของแร่ธาตุตัวอื่นๆ ที่มีประจุ +2 เหมือนกัน เช่น ทองแดง สังกะสี ฯลฯ จนมีผลไห้สัตว์แสดงอาการขาดแร่ธาตุเหล่านั้น ทั้งที่ในอาหารมีมากพอ
คราวนี้เรามาเข้าเรื่องกันซะที ก่อนอื่นต้องมาวิเคราะห์กันก่อน ว่าเปลือกไข่ประกอบด้วยอะไรบ้าง ก็อย่างที่บอกไว้แต่แรกว่าเปลือกไข่เป็นแคลเซี่ยมคอาร์บอเนต (CaCo3) ดังนั้นปัญหาไข่เปลือกบางก็ต้องไม่ได้เกิดจากขาดแคลเซี่ยมอย่างเดียว เพราะถึงมีแคลเซี่ยมมากพอ แต่ถ้ามีคาร์บอเนตไม่พอ ก็ไม่เป็นแคลเซี่ยมคาร์บอเนต(เปลือกไข่)อยู่ดี เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังต่อครับ ก่อนจะงงกันไปมากกว่านี้ผมสรุปเลยดีกว่าว่าสาเหตุที่แท้จริงมีอะไรบ้าง
1.แคลเซี่ยมในอาหารมีไม่พอ เป็นคำตอบที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แต่ถ้าเรามาวิเคราะห์กันดีๆ ปัจจุบันผู้เลี้ยงไก่บ้านเราฟาร์มเล็กๆถึงกลางๆ ก็มักซื้ออาหารสำเร็จรูปมาเลี้ยงกัน ซึ่งบริษัทผู้ผลิตอาหารคงไม่มีบริษัทไหนตั้งใจจะใส่แคลเซี่ยมมาให้ต่ำกว่ามาตรฐานหรอกครับ เพราะแหล่งแคลเซี่ยมถือเป็นวัตถุดิบที่ราคาถูกที่สุดในสูตรอาหาร และสำหรับฟาร์มใหญ่ๆ ที่ผสมอาหารใช้เอง กว่าจะผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาได้ขนาดนี้ ก็คงมีวิธีการผสมที่ได้มาตรฐานพอสมควรแล้ว ดังนั้นประเด็นที่ว่าแคลเซี่ยมในอาหารไม่พอ น่าจะมีโอกาสน้อยมาก ยกเว้นเป็นความบกพร่องของตัวผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเราก็ไม่ควรตัดทิ้งทีเดียว
2.สัตว์ดูดซึมแคลเซี่ยมไปใช้ได้น้อย อันนี้น่าสนใจขึ้นมาอีกหน่อย แต่ต้องมาดูกันก่อนว่าทำไมสัตว์ถึงดูดซึมแคลเซี่ยมไปใช้ได้น้อย ซึ่งพอจะแบ่งออกได้ดังนี้
2.1.การขาดวิตามินดี ข้อนี้ถือว่าสำคัญ และมักจะถูกมองข้ามกันบ่อยๆ เพราะเข้าใจกันว่าซื้ออาหารบริษัท หรือผสมอาหารและเติมวิตามินครบดีแล้ว ไม่น่าจะขาด แต่อย่างที่เรารู้ๆกันอยู่ว่าวิตามินส่วนใหญ่เป็นส่วนที่ไวต่อสภาพแวดล้อมและมีการเสื่อมสภาพได้ง่าย ดังนั้นถึงแม้บริษัทผู้ผลิตจะใส่มาให้ครบ หรือเราผสมเองใส่ไปครบแล้วแถมผู้ขายวิตามินยังคุยว่ามีเคลือบไว้แล้วอีกต่างหาก แต่หากอาหารเก็บไว้นานเกินไป ไม่มีการหมุนเวียนใช้อย่างถูกต้อง วิตามินในอาหารก็จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอาหารไม่มีการเติมสารกันหืน จนไขมันในอาหารเกิดการหืนขึ้นมา ก็อย่างที่เราทราบๆกันว่า วิตามิน เอ ดี อี เค เป็นพวกที่ละลายในไขมัน ก็จะพลอยเจ๊งตามไปด้วย หลายท่านอาจจะสงสัยว่าวิตามินดี ไปมีผลอะไรนักหนากับเปลือกไข่ จะขยายให้ฟังครับ เจ้าวิตามินดีนี่ เป็นตัวที่มีส่วนในการสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งที่เขาเรียกว่า Ca++ Binding Protein ซึ่งมีหน้าที่ในการจับตัวเจ้าแคลเซี่ยมจากอาหารในลำใส้เล็ก ให้เข้าไปในกระแสเลือดก่อนที่จะไปสร้างเปลือกไข่ กระดูก และฟัน เหมือนที่เราเรียนในสุขศึกษาตอนเด็กๆ ดังนั้น ถึงแม้ในอาหารเราจะมีแคลเซี่ยมมากพอ แต่ถ้าขาดวิตามินดี ทุกอย่างก็จบ
2.2จากปัญหาไก่ป่วย โรคหลายชนิดมีผลต่อคุณภาพของเปลือกไข่ทั้งโดยทางตรงและก็ทางอ้อม ซึ่งปัญหานี้เกษตรกรส่วนใหญ่มักจะมองข้าม จะมีคนที่สนใจปัญหานี้ก็เฉพาะบริษัทที่ขายยาหรือวัคซีนเท่านั้น(ก็เขาขายยานี่ครับ) แต่จริงๆ แล้วปัญหานี้มักพบบ่อย แบ่งย่อยออกได้เป็น 2 กลุ่มอาการคือ
2.2.1.กลุ่มโรคที่มีผลต่ออวัยวะสร้างไข่โดยตรง เช่น นิวคาสเซิ่ล หลอดลมอักเสบ โรคพวกนี้จะไปทำลายอวัยวะที่สร้างเปลือกไข่โดยตรง เช่น มดลูกหรือท่อนำไข่ ทำให้การสร้างเปลือกไข่ไม่สมบูรณ์ กลุ่มอาการนี้สังเกตได้ง่ายคือไข่มักบิดเบี้ยวเสียรูป และอาจมีผลทำให้เปลือกบางได้
2.2.2.กลุ่มโรคที่มีผลทางอ้อม โรคพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นโรคที่มีผลกระทบต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้อักเสบหรือบิด พวกนี้จะไปทำลายผนังลำไส้ ทำให้ประสิทธิภาพการดูดซึมอาหารลดลง ซึ่งถึงแม้เราจะมีแคลเซี่ยมและวิตามินดีมากพอ แต่ถ้าทางเข้าถูกปิดเสียหมด ก็จะนำไปใช้ไม่ได้ กลุ่มโรคพวกนี้บางครั้งเป็นไม่มากไม่ทำให้ไก่ตาย แต่จะจุกจิกรบกวนอยู่เรื่อยๆ จนทำให้เกษตรกรหลงทางมานักต่อนักแล้ว
2.3ไก่แก่ อันนี้ก็พบบ่อย ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มที่ใช้อาหารบริษัท หรือผสมเอง มักไม่ค่อยนิยมใช้อาหารไก่แก่กับไก่แก่ แต่มักใช้อาหารไก่สาวเลี้ยงกันสูตรเดียวตลอดอายุ โดยอ้างว่าเปอร์เซ็นต์ไข่ดีกว่าใช้อาหารไก่แก่ แต่จริงๆแล้ว อาหารไก่แก่ ชื่อก็บอกแล้วว่าเขาทำให้ไก่แก่กิน ซึ่งปกติไก่แก่จะไข่น้อย และระบบการย่อยอาหาร และการดูดซึมไปใช้ก็เริ่มร่วงโรยตามวัย เขาจึงเพิ่มแคลเซี่ยมในสูตรให้แล้ว และลดโปรตีนลงเล็กน้อย ให้พอดีกับการใช้งานจริง
3.ปัญหาการนำแคลเซี่ยมไปสร้างเปลือกไข่ได้น้อย หลายท่านอาจจะไม่เคยนึกถึงข้อนี้ แต่ถ้าสังเกตดีๆ ช่วงหน้าร้อนมักจะพบปัญหาไข่เปลือกบางมากกว่าปกติ สาเหตุที่พอจะอธิบายให้เข้าใจกันง่ายๆ ก็เพราะในช่วงหน้าร้อน ถ้าอากาศร้อนจัดๆ จนไก่หอบ จะทำให้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายอยู่ในเลือดลดลง เพราะระเหยออกจากปอดไปพร้อมกับการหอบ ซึ่งหากสูญเสียคาร์บอนไดออกไซด์ ไปมาก จะมีผลทำให้สมดุลของเลือดเสียไป จนเลือดเป็นด่างเพราะคาร์บอนไดออกไซด์หากละลายน้ำจะอยู่ในรูปของกรดคาร์บอนิก คราวนี้พอเลือดเป็นด่าง ก็มีผลทำให้ เจ้าคาร์บอเนต จากแคลเซี่ยมคาร์บอเนตที่เราเติมลงในอาหาร ซึ่งถ้าในอาหารเรามีมากพอ มีวิตามินดีมากพอ และไก่ไม่ป่วย เหมือนที่กล่าวมาแล้ว เจ้าแคลเซี่ยมและคาร์บอเนต ที่ปกติจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและละลายแยกกันมา แล้วค่อยไปรวมกันอีกทีตอนสร้างเป็นเปลือกไข่ แต่คราวนี้ถ้าเลือดเกิดเสียสมดุล จนเป็นด่างเพิ่มขึ้นจะไปทำให้เจ้าคาร์บอเนตแปลงร่างเป็นคาร์บอนไดออกไซด์หายออกไปอีก คราวนี้ถึงเราจะมีแคลเซี่ยมมากเท่าไร แต่ไม่มีคาบอร์เนตเสียแล้ว ก็ไร้ค่าครับ สำหรับกรณีนี้ทางแก้ที่ดีที่สุด ก็ปรับอุณหภูมิเล้าให้คงที่ (EVAP) ถ้ามีเงินทุนมากพอ แต่หากยังเป็นโรงเรือนเปิด ควรเสริม โซเดี่ยมไบคาร์บอเนต หรือเลือกใช้อีเล็คโตรไลท์ ยี่ห้อที่มีส่วนผสมของโซเดี่ยมใบคาร์บอเนต นอกจากนี้อาจช่วยด้วยการปรับมาใช้หินเกล็ดแทนหินแป้งบางส่วน เพราะหินเกล็ดซึ่งมีขนาดใหญ่จะย่อยได้ช้า จึงค่อยๆย่อยและดูดซึมไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงกลางคืนที่ไก่สร้างเปลือกไข่ ไก่จะได้มีใช้ตลอด แต่ก็ต้องระวังนะครับ หินเกล็ดหากผสมไม่ดีอาจแยกชั้นได้ง่าย เดี๋ยวอาหารสัตว์เราจะกลายเป็นขนมชั้นเสียก่อนครับ
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเล็กๆน้อยๆ ที่พอจะมีมาฝากกันครับ แต่ที่สุดแล้วปัญหาทั้งหลายทั้งปวง จะแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมของแต่ละฟาร์ม หวังว่าข้อมูลนี้คงจะช่วยให้ท่านเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่นำไปใช้ประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหากรณีไข่เปลือกบางในฟาร์มของท่านบ้างไม่มากก็น้อย ฟาร์มของเราเอง เงินลงทุนก็ของเรา ดังนั้นการตัดสินใจแก้ปัญหาในฟาร์มเรา อย่าให้คนอื่นมาแก้ให้เลยครับ ไม่ว่าใครก็ต้องยึดถือผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้งทั้งนั้นแหละครับ
นายเจ๋า